
เสียงโทรศัพท์หาย? ไม่ต้องห่วง! บทความนี้จะบอกวิธีแก้ปัญหาเสียงโทรศัพท์ไม่มีเสียงทั้งบน iOS (iPhone/iPad) และ Android พร้อมขั้นตอนง่ายๆ ที่คุณสามารถทำตามได้เอง ตั้งแต่การตรวจสอบเบื้องต้นไปจนถึงการแก้ไขขั้นสูง รับรองว่าเสียงมือถือจะกลับมาดังชัดอีกครั้ง!
ปัญหาเสียงหายบน iOS (iPhone/iPad)
เสียงโทรศัพท์ iPhone หรือ iPad หายไปอาจทำให้คุณหงุดหงิดได้ครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ทีละข้อ เพื่อหาสาเหตุและวิธีแก้ไขที่เหมาะสมที่สุดนะครับ
1.ตรวจสอบปุ่ม Ring/Silent (ปุ่มเปิด/ปิดเสียง):
ด้านข้างของ iPhone จะมีปุ่มเล็ก ๆ สำหรับเปิด/ปิดเสียง (สวิตช์ขึ้น/ลง/กดในรุ่นใหม่) ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ได้เลื่อนไปอยู่ในโหมดปิดเสียง (สวิตช์จะเห็นแถบสีส้มด้านล่าง) ถ้าใช่ ให้เลื่อนกลับขึ้นมา
2.ตรวจสอบระดับเสียง:
- ใช้ปุ่มเพิ่มเสียง (Volume Up) ด้านข้างของเครื่องเพื่อเพิ่มระดับเสียง
- เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เสียงและการสั่น (Sounds & Haptics) แล้วเลื่อนแถบเลื่อน “เสียงเรียกเข้าและเสียงเตือน (Ringer and Alerts)” เพื่อปรับระดับเสียง
3.ตรวจสอบโหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb):
- ปัดลงจากมุมขวาบนของหน้าจอ (สำหรับ iPhone ที่มี Face ID) หรือปัดขึ้นจากด้านล่าง (สำหรับ iPhone ที่มีปุ่มโฮม) เพื่อเปิดศูนย์ควบคุม (Control Center)
- มองหาสัญลักษณ์รูปพระจันทร์เสี้ยว ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ได้เปิดโหมดห้ามรบกวนอยู่ ถ้าเปิดอยู่ ให้แตะเพื่อปิด
- คุณยังสามารถเข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > โหมดโฟกัส (Focus) > ห้ามรบกวน (Do Not Disturb) เพื่อตรวจสอบและปิดได้
4.ตรวจสอบว่าไม่ได้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์บลูทูธ:
- บางครั้งเสียงอาจจะออกไปที่หูฟังบลูทูธ, ลำโพงบลูทูธ, หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ที่เชื่อมต่ออยู่
- เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > บลูทูธ (Bluetooth) แล้วปิดบลูทูธชั่วคราว เพื่อดูว่าเสียงกลับมาหรือไม่
5.รีสตาร์ทเครื่อง:
การรีสตาร์ทเครื่องสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดจากซอฟต์แวร์ได้ ลองปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่
6.ตรวจสอบการตั้งค่าเสียงสำหรับแอปพลิเคชันเฉพาะ:
บางแอปพลิเคชันอาจมีการตั้งค่าเสียงของตัวเอง ลองเปิดแอปที่มีปัญหาเสียงแล้วตรวจสอบการตั้งค่าภายในแอปนั้น
7.ตรวจสอบการอัปเดต iOS:
ตรวจสอบให้แน่ใจว่า iOS ของคุณเป็นเวอร์ชันล่าสุด เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ทั่วไป (General) > การอัปเดตซอฟต์แวร์ (Software Update)
8.รีเซ็ตการตั้งค่าทั้งหมด (Reset All Settings):
วิธีนี้จะไม่ลบข้อมูลของคุณ แต่จะรีเซ็ตการตั้งค่าต่าง ๆ กลับไปเป็นค่าเริ่มต้น เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ทั่วไป (General) > ถ่ายโอนหรือรีเซ็ต iPhone (Transfer or Reset iPhone) > รีเซ็ต (Reset) > รีเซ็ตการตั้งค่าทั้งหมด (Reset All Settings)
9.ทำความสะอาดพอร์ต Lightning/ลำโพง:
บางครั้งฝุ่นหรือสิ่งสกปรกอาจเข้าไปอุดตันที่พอร์ตชาร์จ (Lightning Port) หรือช่องลำโพง ทำให้เครื่องคิดว่ามีการเสียบหูฟังอยู่ ลองใช้ไม้จิ้มฟันหรือแปรงสีฟันขนอ่อน ๆ ค่อย ๆ ทำความสะอาด
10.คืนค่า iPhone (Factory Reset):
นี่เป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะลบข้อมูลทั้งหมดในเครื่องและคืนค่ากลับสู่การตั้งค่าจากโรงงาน โปรดสำรองข้อมูลทั้งหมดของคุณก่อนดำเนินการขั้นตอนนี้ เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ทั่วไป (General) > ถ่ายโอนหรือรีเซ็ต iPhone (Transfer or Reset iPhone) > ลบข้อมูลเนื้อหาและการตั้งค่าทั้งหมด (Erase All Content and Settings)
ปัญหาเสียงหายบน Android
แน่นอนครับ ปัญหาเสียงหายบน Android ก็เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยเช่นกันและมีหลายวิธีแก้ไขที่คล้ายคลึงกับ iOS แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันบ้าง ลองทำตามขั้นตอนเหล่านี้ดูนะครับ
1.ตรวจสอบระดับเสียง:
ใช้ปุ่มเพิ่มเสียง (Volume Up) ด้านข้างของเครื่องเพื่อเพิ่มระดับเสียง
ปัดหน้าจอลงจากด้านบนเพื่อเปิดแผงการแจ้งเตือน (Notification Panel) แล้วมองหาสไลเดอร์ปรับระดับเสียง หรือเข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เสียงและการสั่น (Sound & Vibration) แล้วปรับระดับเสียงสำหรับมีเดีย, การโทร, เสียงเรียกเข้า, และการแจ้งเตือน
2.ตรวจสอบโหมดเงียบ/สั่น/ห้ามรบกวน:
ตรวจสอบว่าเครื่องไม่ได้อยู่ในโหมดเงียบ (Silent) หรือสั่น (Vibrate)
ตรวจสอบโหมดห้ามรบกวน (Do Not Disturb) โดยดูที่ไอคอนบนแถบสถานะ หรือเข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > เสียงและการสั่น (Sound & Vibration) > ห้ามรบกวน (Do Not Disturb) แล้วปิดหากเปิดอยู่
3.ตรวจสอบว่าไม่ได้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์บลูทูธ:
เหมือนกับ iOS เสียงอาจออกไปที่หูฟังบลูทูธหรือลำโพงภายนอก
เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ (Connected devices) / บลูทูธ (Bluetooth) แล้วปิดบลูทูธชั่วคราว
4.รีสตาร์ทเครื่อง:
วิธีแก้ไขปัญหาเบื้องต้นที่ดีที่สุด ลองปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่
5.ตรวจสอบการตั้งค่าเสียงสำหรับแอปพลิเคชันเฉพาะ:
บางแอปพลิเคชัน เช่น เกม หรือแอปวิดีโอ อาจมีตัวควบคุมเสียงแยกต่างหาก ลองตรวจสอบการตั้งค่าภายในแอปนั้นๆ
6.ล้างแคชของแอปที่เกี่ยวข้อง (ถ้าเสียงหายในบางแอป)
ถ้าเสียงหายในแอปใดแอปหนึ่ง ลองล้างแคชของแอปนั้น เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > แอป (Apps) / แอปและการแจ้งเตือน (Apps & notifications) เลือกแอปที่มีปัญหา > ที่เก็บข้อมูลและแคช (Storage & cache) > ล้างแคช (Clear cache)
7.ทำความสะอาดช่องลำโพง/พอร์ตชาร์จ:
ฝุ่นหรือสิ่งสกปรกอาจเข้าไปอุดตันช่องลำโพงหรือพอร์ตชาร์จ ทำให้เสียงเบาลงหรือไม่ดังเลย ลองใช้แปรงสีฟันขนอ่อนๆ หรือลมเป่าเบาๆ ทำความสะอาด
8.ตรวจสอบการอัปเดตซอฟต์แวร์:
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบปฏิบัติการ Android ของคุณเป็นเวอร์ชันล่าสุด เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ระบบ (System) > การอัปเดตระบบ (System updates)
9.เข้าสู่ Safe Mode:
การเข้า Safe Mode จะปิดใช้งานแอปพลิเคชันของบุคคลที่สามทั้งหมด ช่วยให้คุณตรวจสอบได้ว่าปัญหาเกิดจากแอปที่คุณติดตั้งหรือไม่
วิธีเข้า Safe Mode แตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น แต่ส่วนใหญ่จะทำได้โดยการกดปุ่ม Power ค้างไว้จนขึ้นเมนูปิดเครื่อง จากนั้นแตะปุ่ม “ปิดเครื่อง” ค้างไว้จนมีข้อความให้เข้า Safe Mode
หากเสียงกลับมาใน Safe Mode แสดงว่ามีแอปพลิเคชันของบุคคลที่สามที่เป็นสาเหตุ ให้ลองถอนการติดตั้งแอปที่คุณเพิ่งติดตั้งไปทีละแอป
10.รีเซ็ตการตั้งค่า (Reset Settings):
บางรุ่นมีตัวเลือกให้รีเซ็ตการตั้งค่าทั้งหมดโดยไม่ลบข้อมูลส่วนตัว เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ระบบ (System) > ตัวเลือกการรีเซ็ต (Reset options) แล้วมองหาตัวเลือกที่คล้ายกับการรีเซ็ตการตั้งค่า (Reset settings)
11.คืนค่าจากโรงงาน (Factory Reset):
นี่เป็นวิธีสุดท้ายที่จะลบข้อมูลทั้งหมดและคืนค่าเครื่องกลับสู่การตั้งค่าจากโรงงาน โปรดสำรองข้อมูลทั้งหมดของคุณก่อนดำเนินการขั้นตอนนี้ เข้าไปที่ การตั้งค่า (Settings) > ระบบ (System) > ตัวเลือกการรีเซ็ต (Reset options) > ลบข้อมูลทั้งหมด (คืนค่าเป็นค่าเริ่มต้นจากโรงงาน) (Erase all data (factory reset))
นอกจากนี้ใครที่กำลังมองหาบทความดีๆแบบนี้ สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ BNN Blog ที่นี่เรารวบรวมบทความดีๆ เกร็ดความรู้ Tip&Trick และความบันเทิงอีกมากมายหรือเลือกช้อป Gadget และสินค้า IT และสินค้า IT อื่น ๆ พร้อมรับโปรโมชั่นดี ๆ กันได้ที่ BaNANA Online




















Leave a Reply